มุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว


วันนี้เริ่มต้นเดินทางวันแรก แต่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกเหมือนหมาทับแขนข้างที่ฉีดโมเดอร์น่ามา แต่ก็ถือว่าดีมากกว่าเข็มที่แล้ว ที่รู้สึกราวกับช้างมาทับเลยจนต้องไปโรงพยาบาลในวันเดียวกันกับที่ฉีดวัคซีน ซึ่งผมได้แค่ยาแก้ปวดกลับมา 2 แผง กับเวลาอีกเกือบ 2 สัปดาห์กว่าจะเริ่มใช้แขนข้างที่โดนฉีดได้ใหม่ จึงทำให้รู้สึกดีกว่ามาก ถึงแม้ว่าตอนแรกผมจะพูดกับภรรยาว่าไม่ค่อยอยากเดินทางแล้ว แต่เห็นสภาพลูกสาวผมอายุ 2 ขวบคึกคักตื่นเต้นตั้งแต่ตื่นก็เลยตัดสินใจออกเดินทางกันเลยดีกว่า

หลังจากตื่นไม่นาน 9 โมงครึ่งผมก็เริ่มออกเดินทาง ข้าวของต่างๆ ได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าส่วนตัว เต้น ถุงนอน หรือแม้กระทั่งเครื่องนึ่งขวดนม โดยเส้นทางที่ผมใช้เป็นเส้นทางที่ปกติแล้วไม่ค่อยใช้ คือเส้นทางจากถนนประดิษฐ์มนูญธรรม, ถนนสุวินทวงศ์ แล้วออกเส้น 304 ซึ่งปกติแล้วเส้นทางที่ผมมักจะใช้เพื่อเดินทางไปกบินทร์บุรีที่เป็นบ้านแม่ยาย หรือแม่ของภรรยาผมมักจะเป็นถนนหมายเลข 9 เสียมากกว่า แต่ด้วยความที่วันออกเดินทางเป็นวันตรงกลางของช่วงหยุดยาวจึงทำให้ถนนโล่งกว่าปกติ Google Map จึงได้แนะนำเส้นทางดังกล่าว และคำแนะนำก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะถนนค่อนข้างโล่งเดินทางง่าย

นอกจากผมจะได้กินลูกชิ้นเห็ดและเห็ดเข็มทองพันเบคอนแล้ว ลูกสาวผมยังได้ที่เดินเล่นอีกต่างหาก นางเล่นเดินรอบร้านขายของ ทั้งขึ้นลงบันไดอะไรต่างๆ ไปหลายรอบเลยทีเดียว

หลังจากการเดินทางมาได้เกือบ 2 ชม. ผมก็ได้แวะพักกินอาหาร ซึ่งถ้าจะบอกว่ามันเป็นอาหารเช้าละก็มันก็ไม่เชิง เพราะ ตอนนั้นมันเวลา 11 โมงเศษๆ แล้ว ผมได้แวะที่ร้านปากหม้อป้าต้อย อำเภอพนมสารคาม โดยสำหรับร้านปากหม้อนี้ผมมักจะแวะประจำเวลาที่เดินทางกลับบ้านแม่ยาย เนื่องจากมีรสชาติอร่อย และผมกับภรรยาก็ได้คุยกับแม่ค้าหลายอย่างเลย เนื่องจากผมและภรรยาเคยมากินที่ร้านนี้มานานแล้ว จนเขาจำได้ มากินตั้งแต่ภรรยายังไม่ท้อง จนท้องแล้ว คลอดลูกก็ยังพาลูกมาทั้งๆ ที่ลูกอายุไม่กี่เดือน ซึ่งส่วนใหญ่แม่ค้าก็พาคุยเรื่องที่เขาไปเที่ยวที่ภูทับเบิกว่าได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง ใช้รถเก๋งขึ้นไปแล้วน้ำมันไม่เต็มถัง พอลงมาน้ำมันเกือบหมด หรือเรื่องที่ว่าทางนั้นชันกว่าที่คาดคิด หรือแม้กระทั่งเรื่องของที่พักที่ทางรีสอทโฆษณาเอาไว้ว่าที่พักหลักพัน วิวหลักร้อย โดยรีสอทนั้นตั้งอยู่ที่หน้าผานั้นเอง

หลังจากที่ผมกินอิ่ม รสชาติอร่อยก็ได้ออกเดินทางต่อ จนกระทั่งราวบ่าย 1 ก็เดินทางถึงกบินทร์บุรีโดยที่การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่มีผมย้านเดียวที่เดินทาง แต่ยังมีอีก 2 บ้านที่เดินทางด้วย คือ บ้านของแม่ยายผมและบ้านยายเป๋าที่เป็นน้องสาวของแม่ยาย โดยบ้านแม่ยายผมนั้นอยู่ที่กบินทร์บุรีซึ่งใกล้กับวังน้ำเขียว และบ้านของยายเป๋านั้นอยู่ที่สมุทรปราการ ซึ่งได้เดินทางมาด้วยรถกระบะใส่แคปด้านหลัง ได้รับเอาสมาชิกจากบ้านแม่ยายผมไปด้วยกันที่กบินทร์บุรี จึงทำให้พวกเขาเดินทางมาด้วยกัน ซึ่งรถคันนั้นเขาก็ได้ไปเที่ยวก่อน เพราะ ออกเดินทางมาก่อนผมจึงได้ล่วงหน้าผมไปราว 1 ชั่วโมง และไปเที่ยวก่อน ผมจึงได้ตัดสินใจแวะเยี่ยมเพื่อนของผม ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นเพื่อนของภรรยาผมเสียมากกว่า

เพื่อนผมคนนี้ชื่อว่าแก๊ป นางมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายของชำที่อยู่ที่อำเภอทุ่งโพธิ์มาเป็น 10 ปีแล้ว โดยแก๊ปและผมรู้จักกันเพราะไปเรียนมหาวิทยาลัยและสาขาเดียวกัน โดยเป็นเพื่อนสนิทของภรรยาผมที่จบโรงเรียนมัถยมปลายมาด้วยกัน และมาเรียนด้วยกันต่อที่มหาวิทยาลัย และสาขาเดียวกันด้วย 555

สิ่งที่ผมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในการเยี่ยมเยียนในครั้งนี้คือการมาใหม่ของตลาดสด ที่ตัวอาคารเดิมนั้นตั้งมาอยู่ตั้งนานแล้วแต่อยู่ดีๆ เจ้าของก็กลับมาบริหารงานต่อ ผมก็เลยมองว่าอาชีพเพื่อนผมน่าจะยังคงอยู่ได้อีกนาน ทั้งๆ ที่เมื่อปีที่แล้วมี 7-11 มาตั้งไม่ไกลมากนัก

และอีกเรื่องที่ผมได้คุยคือพี่เบียร์ที่เป็นสามีของแก๊ป เขาเป็นวิศวกรที่พึ่งย้ายงานไปทำงานในกรุงเทพฯ ได้ราวปีเศษๆ ต้องขับรถกลับบ้านที่กบินทร์บุรีทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ได้เอารถ BM ที่เพิ่งออกมาได้ไม่กี่เดือนไปชนกับหมาแถวถนนสุวรรณศรช่วงที่เพิ่งตัดใหม่ จึนทำให้หม้อน้ำพังจนต้องเอารถไปเข้าศูนย์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้ยินแล้วรู้สึกตลกร้ายกับการเลี้ยงหมาแบบไม่รับผิดชอบของคนไทย ซึ่งผมก็ได้พูดออกไปว่า “หมาพวกนั้นมันยังไม่ได้รับการคัดเลือก ไม่เคยอยู่กับถนนใหญ่มาก่อน เพราะ ถนนมันเพิ่งตัดใหม่ สักพักคงหายไปเองแล้วเหลือแต่หมาที่ข้ามถนนเป็น”

จนกระทั่งบ่าย 2 ผมก็มาถึงวังน้ำเขียวแบบไร้จุดหมายหลัก ถึงแม้ว่าจะทราบอยู่แล้วว่าจุดหมายของผมคือการไปกางเต้นที่รีสอร์ทวิมานกล้วยไม้ ซึ่งผมเองก็มีพิกัดปักบน Google Map เรียบร้อย แต่รถอีกคันที่เดินทางมาด้วยได้แวะที่อื่นต่อ ผมกับภรรยาจึงได้ตัดสินใจไปแวะที่ Mister Mushroom เพราะ ไม่รู้จะไปไหนดี แต่ผมเคยมาที่นี้เมื่อนานมาแล้ว เพื่อหาอะไรกิน

นอกจากผมจะได้กินลูกชิ้นเห็ดและเห็ดเข็มทองพันเบคอนแล้ว ลูกสาวผมยังได้ที่เดินเล่นอีกต่างหาก นางเล่นเดินรอบร้านขายของ ทั้งขึ้นลงบันไดอะไรต่างๆ ไปหลายรอบเลยทีเดียว

และในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะเข้าไปยังสถานที่พักสักที ตอนเวลาประมาณบ่าย 3 ผมที่เดินทางมาถึงวิมารกล้วยไม้ก่อนด้วยความงงๆ เพราะเส้นทางที่ป้ายบอกทางของทางรีสอร์ทชี้มานั้นไม่มีระบุใน Google Map อีกทั้งยังเป็นถนนรุกรังอีกต่างหาก ซึ่งตรง Front ก็ไม่มีใครอยู่เลย แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะ บ้านภรรยาผมรู้จักกับเจ้าของ บ้านผมที่มาถึงก่อนจึงได้ลงไปรอที่สวนของทางรีสอร์ท และสิ่งที่ผมประทับใจนอกจากต้นกล้วยไม้ที่ถูกมัดรอบๆ ต้นไม้เป็นจำนวนมาก (ถึงแม้ว่าจะไม่มีดอกก็ตาม 555) ก็คือความเงียบ ด้วยความที่ตัวรีสอร์ทนั้นติดกับหุบเขาเลยทำให้สถานที่ดังกล่าวเงียบ โดยส่วนตัวผมเองนั้นถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ผมเติบโตอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และบ้านที่ผมอยู่นั้นเป็นบ้านพักราชการที่อยู่กลางหุบเขาห่างไกลจากผู้คน จึงคุ้นเคยกับความเงียบที่ไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว รู้สึกถึงความสงบที่ไม่ได้ได้รู้สึกมานาน มีเพียงเสียงลมพัดต้นไม้ใบหญ้า และเสียงของนกร้องที่อาสัยอยู่ทุ่งหญ้าและสวน และไม่นานหลังจากที่นั่งรอ ก็เจอกับคุณป้าคนนึงเดินมาถามว่า “มาเที่ยวหรอค่ะ?” ก็เลยได้ทราบว่าบุคคลดังกล่าวคือป้าเพ็ญเจ้าของรีสอร์ทซึ่งภรรยาของผมยังจำได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเจอมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ซึ่งภรรยาของผมบอกว่าป้าเพ็ญเป็นแม่ค้าขายของชำที่อยู่ในอำเภอกบินทร์ ซึ่งได้รวบรวมเงินมาซื้อที่ในวังน้ำเขียวจนมีที่มากกว่า 40 ไร่ โดยซื้อร่วมกับน้องชาย และน้องเขย และเปิดเป็นรีสอร์ทให้บริการกางเต้นขึ้นมา

และไม่นานนักรถของบ้านน้าเป๋าก็มาและพาไปยังจุดกางเต้น ซึ่งป้าเพ็ญก็บอกว่าวันนี้จะวุ่นวายหน่อยเพราะเป็นวันหยุดยาว (วันรัฐธรรมนูญ) ประกอบกับมีอบต. มาฉลองเพราะเลือกตั้งชนะอีกกว่า 60 คน ซึ่งมีการเช่าเครื่องเสียงมาวาง และจ้างนักร้องมาร้องด้วย ผมก็เลยเอาละว่ะ ทำใจ คืนนี้หนักแน่ๆ 555 แต่ป้าเพ็ญก็บอกว่าได้ยกโซนนึงให้อบต. ไปเลย และให้เราอีกโซน ซึ่งเมื่อเราขับรถไปถึงจุดกางเต้นของเราก็พบว่าใกล้ๆ มีอีกหนึ่งกลุ่มมากางเต้นด้วยอยู่แล้ว ซึ่งผมเห็นว่ามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ราว 10 คนพร้อมน้องหมา (ขนาดเล็ก) อีก 2 ตัวได้ ซึ่งตอนหลังญาตผมบอกว่าเขามาขอโทษเราก่อนเลยว่าน่าจะทำเสียงดัง เพราะ เขาเอากีต้ามาเล่นดนตรีด้วย ซึ่งเขาก็เล่นจนหมดแสงเลยจริงๆ

ในส่วนของเต้นนั้นบ้านผมเอาเต้นมา 2 อัน เป็นเต้นขนาด 2 คน 2 อัน ซึ่งนอนได้ทั้งผม ภรรยา และลูกสาว แต่สำหรับรถอีกคันนั้นมีเต้นแค่ 2 อัน คือ เต้นขนาดใหญ่นอนได้ 6 คน 1 อัน และเต้นเหวี่ยงนอนได้ 1 คนอีกอัน แล้วด้วยความที่สมาชิกของบ้านโน้นมี 6 คนพอดี แต่ก็ตัวใหญ่ ก็เลยกลายเป็นข้อสรุปว่าพี่ปู ซึ่งเป็นพี่สาวของภรรยาผมนอนข้างนอกครับ 555 แต่ก็ไม่เท่าไหร่ เพราะ เจ้าตัวบอกว่าไม่ชอบนอนเบียดกับใคร ไม่งั้นจะนอนไม่หลับ และตัวถุงนอนเองก็เป็นแบบปิดมิดสามารถเอาความหนาวของคืนนั้นอยู่ นอกจากนั้นแม่ยายกับน้าเป๋ายังแยกไปนอนที่แคปรถกัน 2 คนด้วย

มื้อเย็นก็กินง่ายๆ ครับ ผมกินข้าวเหนียวไก่ย่างที่แวะซื้อตอนแวะกินปากหม้อ แต่สิ่งที่ผมไม่ได้คาดคิดคือผมไปนั่งกินโซจูต่อกับญาตๆ ครับ เพราะ จริงๆ ผมกะว่าวันนี้เหนื่อย เมื่อคืนรีบปั่นโปรแกรมเลยนอนน้อย แถมขับรถอีกเกือบ 4 ชม. แต่มันก็นอนไม่หลับ แถมลูกก็คักเหลือเกิน ก็เลยนั่งกินโซจูกันยาวๆ ก่อนที่จะปิดด้วยการดูดาว

ตัวผมเองไม่ได้ดูดาวมานานแล้ว ผมเคยเป็นสมาชิกชมรมดาราศาสตร์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และค่อนข้างชอบเรื่องดาราศาสตร์พอสมควร ก็เลยมีเรื่องเล่าให้ญาตๆ ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้นหามนุษย์ต่างดาว, ความกว้างใหญ่ของจักรวาร และกาแล็กซีทางช้างเผือก, การวัดรยะทางของดาว, แผนที่ดาว และอื่นๆ ซึ่งค่ำคืนนี้ก็จบลงแค่นี้ครับ

แต่อีกเรื่องที่อยากเสริมก็คือเรื่องห้องน้ำ ใครก็ตามที่เคยไปนอนกางเต้นจะทราบดีกว่าเรื่องห้องน้ำนี่ก็เป็นปัญหาใหญ่พอสมควรในการไปเต้น เพราะ โดยปกติแล้วห้องน้ำมักจะน้อยกว่าคนมาก ยิ่งฤดูท่องเที่ยว + Peak Night แบบที่ผมมายิ่งเป็นปัญหา คือ ห้องน้ำที่ให้บริการเป็นห้องน้ำ + ห้องอาบน้ำในตัว ที่มีเพียง 2 ห้อง แต่ผู้ใช้งานนั้นมีเกือบ 100 คน ซึ่งโดยปกติแล้วการใช้งานห้องน้ำของคนนอนเต้นก็ไม่ค่อยมีปัญหามานัก เพราะ คนมานอนเต้นต้องการความหนาว เลยไม่ค่อยใช้เวลาอาบน้ำมากนั้น และตัวผมเองค่อนข้างเป็น Early Bird คือชิงอาบน้ำก่อนตั้งแต่ 5 โมง ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่ยังไม่แม้แต่จะกางเต้นด้วยซ้ำก็เลยไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาที่ผมเจอก็คือ “นักท่องเที่ยวชั้นเลวที่สูบบุหรี่ในห้องน้ำ” ซึ่งอันนี้ผมขอฝากไว้เลยนะครับว่าอย่าหาทำ โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รังเกียจคนสูบบุหรี่ครับ ผมเป็นวิศวกร เพื่อน/คนรู้จักผมหลายคนก็สูบบุหรี่ (แต่ผมไม่สูบนะ) แต่เขาจะแยกกันออกไปสูบที่โล่งๆ หรือบริเวณที่เขาจัดให้สูบ แล้วตรงนั้นจะถ่มน้ำลาย จะขยี่บุหรี่ จะพ่นควันแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า เวลาที่ผมเขาไปคุยกับเขาบริเวณนั้นก็รู้สึกว่ามันก็ปกติดี แต่คนที่สูบบุหรี่ในห้องน้ำนี่ผมก็ไม่เข้าใจ บางครั้งห้องน้ำมันไม่ได้ระบายอากาศได้ดีขนาดนั้น กลิ่นบุหรี่ก็ติดนานนับชั่วโมง ซึ่งคนที่สูบบุรี่อาจจะมีไม่ถึง 10 คน จาก 100 คน ไหนจะลูกเล็ก เด็กแดงที่ใช้ห้องร่วมด้วยอีก จะต้องมาเสียสุขภาพด้วยทำไม? ซึ่งผมได้กลิ่นตั้งแต่เข้าไปห้องน้ำ ซึ่งภรรยาผมก็เข้าพร้อมกันในห้องข้างๆ ก็พูดออกมาว่าได้กลิ่นบุหรี่ และที่พีคสุดๆ คือ พอภรรยาผมเดินออกมา คนที่เดินเข้าไปต่อเป็นผู้ชายมีอายุถือบุหรี่เข้ามาด้วย ซึ่งปกติแล้วผมจะไม่ทำนะ แต่วันนี้คือไม่ทน ผมตะโกนด่าเลยว่า “พ่อแม่ไม่สั่ง ใครเขาให้สูบบุหรี่ในห้องน้ำ มีแต่พวกกระจอกเท่านั้นแหละที่จะมาแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ” ซึ่งผมตะโกนใส่แล้วก็เดินออกมาเลย แล้วก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ 555

คือหลังจากที่พูดแบบนั้นก็คิดอยู่นะว่าเราด่าแรงไปหรือเปล่า ไม่มีมารยาทหรือเปล่า ตอนแรกก็รู้สึกอย่างนั้นนั้นแหละว่า Ego เราทำงานหรือเปล่า? หรือว่าเราควรจะด่าอะไรที่สุภาพกว่านี้ แต่คำตอบที่ผมได้ก็คือ เออ! ดีแล้วละที่ด่าไป เพราะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องมาติดใจคาใจอยู่อย่างนี้แหละ เพราะ คนที่ผิด คนที่ไม่ควรทำคือเขาไม่ใช่เรา เพื่อนเขา ญาตเขาคงจะเอือมระอาเหมือนกัน โตเป็นผู้ใหญ่อายุน่าจะ 50 ได้แล้วกลับมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเลย

แล้วคืนนี้ก็จบลงด้วยการที่กลุ่มอบต. ปิดเครื่องเสียงประมาณ 4 ทุ่ม แต่ตะโกนเล่นไผ่ต่อจนราวตี 3 ได้ ส่วนผมนะหรอ? หลับ-ลุก-ฉี่ 4 - 5 รอบทั้งคืนได้ ลมแรงที่พัดเต้นราวกับห่าฝน ได้พัดผ่านไปทั้งคืน ภรรยาผมที่เคยถามว่าทำไมผมต้องตอกสมอบกจนมิดด้ามก็เข้าใจแล้วในตอนเช้า เพราะ สมอบกของเต้นภรรยาผมเป็นสมอบกขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ได้ (ของเก่าหาย เลยซื้อใหม่แบบดีๆ) เพราะไม่งั้นเต้นคงปลิวไปแล้ว