Moderna เข็มสองของน้องสาววันที่ 1: Sea Life Bangkok


นื่องจากสมาชิกในบ้านไปด้วยกันทั้งหมด จึงมีผู้ใหญ่ถึง 5 คน และเด็กเล็กอีก 2 แถมเด็กเล็กแต่ละคนยังต้องใช้รถเข็นเด็กด้วย ผมจึงได้เรียก Grab Van มาแทนการขับรถไปเอง ซึ่งจะต้องขับรถไป 2 คัน ซึ่งคงไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่กับทั้งค่าทางด่วน, ค่าน้ำมัน, และค่าจอดรถ แถมต้องแยกรถจากกันด้วย โดยตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะกินร้านทองสมิทธิ์กัน แต่พอไปถึงเกือบบ่าย 1 แล้วคนเยอะมากก็เลยเปลี่ยนร้านไปกินกับข้าวกับปลา

เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาเร็วกว่าปกติ (มาก) ตั้งแต่ตี 5 เนื่องจากรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ก็เลยตื่นแล้วตื่นเลยมานั่งเขียนบันทึกย้อนหลัง, แก้ไขเว็บ, และอัพบันทึก โดยสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งตกผลึกได้ข้อสรุปขึ้นมาคือแต่ก่อนผมมักจะเปิดโปรเจคทำเว็บและแอพเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมจะทำๆๆๆๆ จนมัน Launch ได้ ซึ่ง Project หนึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการทำงานแบบ Full time ถึง 6 เดือน แล้วหลังจาก Launch ได้ไม่นานผมก็จะเลิกทำ Project นั้นไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ซึ่งเหตุผลที่ผมเป็นแบบนั้นจริงๆ คือ “ผมไม่ได้อยากทำมัน” ตอนที่ผมทำ ผมก็จะรีบทำ ทำเหมือนกับว่ามุ่งมั่นที่จะทำมากๆ เพราะ ใช้เวลาในการทำเยอะ ซึ่งไม่ใช่ว่าผมเขียนโปรแกรมได้ไม่เยอะด้วยนะ ผมเขียนออกมาได้เยอะด้วย แต่สิ่งที่ผมทำไม่ดีเลยก็คือผมเอาแต่เขียนโปรแกรมให้ตัวเว็บ/แอพมันเสร็จ มี Feature มากมาย แต่ไม่เคยสนใจในการทำให้ผลิตภัณฑ์มีคนใช้ หรือมีรายได้จาก Project เลย เหมือนกับพยายามจะพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาว่าฉันนี่แหละเขียนโปรแกรมเก่ง อยากทำแอพแบบไหน เว็บแบบไหนก็ทำได้ แต่ไม่ได้สนใจว่าจะทำ Project นั้นให้เกิดผลลัพภ์อะไรที่มากไปกว่านั้น จนทำให้ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย และถามตัวเองมาตลอดว่า “เราเกิดมาทำไม?”

เพราะมันทุกข์กว่าที่เห็นจากภายนอก มันเหมือนกับว่าเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ เรามีความสามารถเกินพอที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้นได้ แต่ภายไปเป็น 10 ปี เรากลับยังอยู่ที่เดิม แทบไม่มีสิ่งใดที่คืบหน้า จนกระทั่งผมเริ่มหาคำคำหนึ่งที่เป็นของเราจากหนังสือชื่อ “หนึ่งคำที่เป็นคุณ” ซึ่งเป็นหนังสือแปลที่ใช้ชื่อว่า “You one word” เขียนโดย Evan Carmichael และเรียบเรียงให้เป็นภาษาไทยโดย กัลศลา วนันโท โดยก่อนหน้าที่ผมจะอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มอื่นที่แนะนำการหาหนึ่งคำมาก่อนแบบย่อๆ (เป็นเหมือนแค่บทบทหนึ่งในหนังสือ) แล้วคิดว่าคำคำหนึ่งของผมคือ “การเติบโต” ซึ่งก็เหมือนกับว่าผมเองได้หลงทางอยู่กับคำนี้มา 1 - 2 ปีอยู่เหมือนกัน แต่พอไปนั่งพิจารณาหลายๆ อย่างแล้วพบว่ามันไม่ใช่ จนได้อ่านหนังสือ ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็นคำว่า “อิสระ” แต่หลังจากพิจารณาอยู่ราวๆ 2 - 3 สัปดาห์มันก็ยังไม่ใช่ จนผมได้พยายามลด Ego ลง ปล่อยใจให้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว (ทั้งๆ ที่ตอนนั้นราคา Bitcoin อันเป็นอาชีพหลักผมราคาทิ้งดิ่งอยู่) วางใจกับเรื่องในปัจจุบัน แล้วนั่งสมาธิให้ลงลึกที่สุดที่จะทำได้ ปรากฎว่าคำตอบที่ได้มันน่าอัศจรรย์มากกกก คำคำเดียวของผมคือ “ข้อสรุป” และถ้าผมอยากจะเติบโต อยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นมันไม่มีทางลัด คือ ผมต้องออกเดินทางไปทั่วโลก เพื่อให้ทราบว่าผมจะต้องทำอย่างไรกับจุดมุ่งหมายสูงสุดของผมที่ต้องการ “ข้อสรุป” โดยข้อสรุปของผมมีความหมายว่า

  • ข้อสรุปว่าชีวิตเรานั้นมีวัตถุประสงค์อย่างไร? อะไรทำให้เรามีความสุข เราเกิดมาเพื่ออะไร เพราะทันทีที่เรารู้ว่าเกิดมาทำไม ตอนนั้นเราจะมีสุข ตอนนั้นเราจะรู้ว่าเราต้องทำอะไรต่อไปทันทีครับ มันจะทำให้เราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง สร้างประโยชน์ให้กับคนรอบข้าง สร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างสุดกำลัง
  • ข้อสรุปว่าคนที่มีความสัมพันธ์กับเราแต่ละคนมีวัตถุประสงค์อะไร คาดการพฤติกรรมของเขาได้ เพื่อให้เราจัดการได้ถูกกับคนแต่ละคนว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่ใช่เจอใครก็ไว้ใจไปหมดจนโดนเขาหลอก ไม่เคยเข้าใจ Hidden Agendar หรือวาระซ่อนเร้นของแต่ละคน ซึ่งผมเกิดมา 35 ปีแล้วผมกล้าบอกได้เลยว่าทุกคนมีวาระซ่อนเร้นของตนเองเสมอ เพียงแต่เจ้าตัวจะรู้ตัวมั้ยว่ามันคืออะไร? เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองมีวาระซ่อนเร้นครับ ดังนั้นถ้าเราไปถามเขาว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้ทำไม เขาก็บอกไม่ได้หรอกครับ เพราะ “เขาไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาทำไม?” นั้นเองครับ
  • ข้อสรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เช่น การเมือง, ภาวะระดับโลกอย่าง โลกร้อน, ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, ข้อตกลงต่างๆ จะส่งผลต่อตัวเราอย่างไร? และเราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตที่ดีกว่าได้? ไม่ใช่อยู่แบบสลิ่มไปวันๆ คิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว โดยไม่เคยเอ๊ใจไปดูนอกกะลาว่าจริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่เลวร้ายเลย เอาละครับ หลังจากเล่าเรื่องต่างมามากมายมาเข้าสู่ในส่วนของการเดินทางกันดีกว่าครับ สำหรับวันนี้จะเป็นการไปเที่ยวใกล้ๆ บ้านนั้นก็คือ Sealife Bangkok ที่ Siam Paragon ครับ โดยจริงๆ แล้วตั้งแต่เมื่อวาน น้องสาวของผมและหลาน (อายุ 8 เดือน) ได้มาที่บ้านครับ เนื่องจากน้องสาวของผมได้มาฉีดวัคซีน Moderna เข็ม 2 ซึ่งคราวที่แล้วที่มาฉีดวัคซีนเข็มแรกก็แวะมาอยู่ประมาณ 4 วัน ถึงค่อยกลับโคราชไป ก็เรียกได้ว่า 4 วันไม่มีวันว่างครับ ออกจากบ้านตลอด และคราวนี้ก็เช่นกัน

หลังจากที่ภรรยาและลูกของผมตื่นประมาณ 8 โมง ก็พากันไปอีกบ้าน โดยคำว่าอีกบ้านหมายถึงบ้านน้องสาวผมที่ติดกันกับผม ซึ่งบ้านของผมนั้นเป็นบ้าน Town house แฝด ตอนซื้อซื้อ 2 หลัง หลังนึงผมอยู่ อีกหลังนึงน้องสาวอยู่ แต่หลังจากซื้อบ้านได้แค่ 2 ปีน้องสาวผมก็แต่งงานและย้ายไปอยู่กับสามีที่โคราช และหลังจากนั้นแม่ของผมก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านน้องสาวแทน

โดยเหตุการณ์แรกที่ผมเข้าไปแล้วได้ยินคือภรรยาผมและน้องสาวผมกำลังพูดถึงเหตุการณ์ของบ้านสามีของน้องสาวผมที่กำลังดราม่ากันอยู่ โดยมีพ่อของผมที่ปกติแล้วมักเป็นคนที่คอยสอนอะไรผิดๆ และมีความคิดแบบตื่นเขิน ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังทีหลังกำลังนั่งฟังอยู่ แต่ก็เอาเถอะ มาสั่งอาหารกันดีกว่า ซึ่งตอนนั้นพ่อผมที่มักจะทำตัวเป็นใหญ่ในบ้าน ได้พูดตั้งแต่แรกว่าจะไม่ออกไปไหน แต่ผม, ภรรยา, และน้องสาวผมก็ไม่สน จะออกไปอยู่ดี พ่อผมจึงทำตัวเหมือนคนหงุดหงิดและตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไง แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องออกไปด้วยอยู่ดีในช่วงเวลา 11 โมง 45

พอกินเสร็จก็ถึงเวลาไป Sealife ราวๆ บ่าย 2 ครึ่ง ด้วยความที่เขามีโปรขายรายปี 990 กับเข้าครั้งเดียว 650 ก็เลยจัดโปรรายปีกันหมดทุกคน โดยราคานี้เข้าได้เฉพาะวันธรรมดาเท่านั้นนะครับ ก็เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับเด็กครับ มีปลามีสัตว์น้ำให้ดูมากมาย และถึงแม้ว่าการเข้าเยี่ยมชม Sealife ครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งแรกของครอบครัวผม (รวมทั้งของลูกผมด้วย) แต่ก็ยังน่าสนใจเหมือนเดิม

แต่อย่างไรก็ตามภรรยาผมมีนัดกับหมอเช็คมะเร็งเต้านมที่สถาบันโรคผิวหนังตอนบ่าย 4 ภรรยาผมจึงแยกตัวออกไปคนเดียวตั้งแต่บ่าย 3 ผมซึ่งตื่นตั้งแต่ตี 5 นั้นหมดแรงจึงได้ใช้เวลานั่งบนเก้าอี้เท้ารถเข็นเด็กหลับอยู่ใน Aquarium ครับ 555

จนกระทั่ง 4 โมงครึ่งครอบครัวของผมก็จบการดู Sealife และสิ่งถัดไปก็คือหาที่ไปต่อ พ่อผมนั้นถามหาร้าน Samsung ว่าอยู่ที่ไหน ผมจึงพาไปยัง Samsung Experience ซึ่งอยู่บนชั้น 3 ของ Siam Paragon โดยพ่อผมทำทีท่าว่าจะดู Tablet แล้วอยู่ดีๆ ก็เอาเลย ซื้อเลย เป็น Samsung Tablet 7 FE ราคา 19,900 แถม Case สีเขียว ซึ่งแค่นั้นก็เหมือนไม่จบ เพราะ สัปดาห์ที่แล้วแม่ผมพึ่งถอย Samsung S21 5G มาอีกตัว เนื่องจากโทรศัพท์เก่าไม่ค่อยจะดีแล้ว โดยมีโปรให้แลกมือถือเก่าได้ โดยนอกจากจะสามารถเอามือถือตัวเก่ามา Turn ได้แล้ว เขายังมีโปรบวกให้เพิ่มอีก 5,000 และโปรของตัวมันเองลดอีก 3,000 แม่ผมจึงได้ S21 ในราคาเพียง 14,000 เศษๆ ซึ่งพ่อผมก็เลยเอาด้วยอีกเครื่อง ก็เลยทำให้กว่าที่จะนั่งซื้อ นั่งเช็คเครื่องก็ปาไปเกือบ 1 ทุ่มแล้ว ภรรยาผมที่ตรวจมะเร็วเต้านมเสร็จก็ได้โทรมาแจ้งตั้งแต่ราวๆ 6 โมงครึ่งแล้วว่า Ultrasound ดูแล้วเจอ Seed ในเต้านมขนาด 6 มม. จากเดิมที่ขนาดราวลูกแก้ว ซึ่งขนาดลดลง น่าจะเกี่ยวข้องกับการเลิกให้นมแล้วก็เลยมีขนาดเล็กลง ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

มือเย็นจึงได้ไปจบที่ทองสมิทธิ์สมใจผมจนได้ แต่เนื่องจากคนก็ยังเยอะเหมือนเดิม จึงทำให้ผู้ใหญ่ 5 คน กับเด็กเล็กอีก 2 ต้องไปเบียดอัดที่โต๊ะเล็กๆ ขนาด 4 คนเท่านั้น และเมื่อมื้อเย็นจบก็ถึงเวลากลับ ผมจึงได้เรียก Grab Van กลับเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือราคาถูกลง ราคาเหลือเพียงประมาณ 350 บาท ได้ ผมก็เลยเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า Grab จะมีการเพิ่มลดราคาตามปริมาณรถที่ว่างอยู่ ณ ตอนนั้น สงสัยตอนเที่ยงคงจะไม่ค่อยมีรถละมั้งก็เลยแพงกว่าตอนเย็น ซึ่งผมได้ขึ้นรถตรงทางออกสตาร์บัคและกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพในสภาพหมดแรง